เจ้าอาวาสรูปที่ ๑

เจ้าอาวาสรูปที่ ๑ หลวงพ่อบัว (เกิดใน ร.๒-ร.๕)ตามประวัติเดิม สันนิษฐานว่า หลวงพ่อบัว ท่านเป็น น้องชาย หลวงปู่จีน วัดท่าราษเหนือ ฉะเชิงเทรา ประวัติความเป็นมาของหลวงปู่จีน ทราบจากการเล่าสืบต่อกันมาจากผู้ที่เกิดทันได้พบหลวงปู่ สันนิษฐานว่าท่านเกิดในราวปี พ.ศ.๒๓๕๗ และเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าลาดในราวปี พ.ศ.๒๓๙๗ ท่านเป็นพระเกจิผู้เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนาธุระและพุทธาคมเป็นพิเศษ รวมทั้งวิชาการแพทย์แผนโบราณ และมีเมตตาธรรมสูง ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทั้งเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยและเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจต่างๆ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเมืองแปดริ้วและใกล้เคียง ต่อมากิตติศัพท์ของท่านเริ่มขจรไกล มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านมรณภาพในราวปี พ.ศ.๒๔๔๐ สิริอายุ ๘๓ ปี

ท่านทั้ง๒ ได้แยกกันธุดงค์ มากับหลวงพ่ออ้นและได้มาจำวัดที่ วัดบางศีศะเสือ และได้รับอาราธนา เป็นเจ้าอาวาสในเวลาต่อมาจนถึงราวปี พ.ศ. ๒๔๓๑ จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๘ หลวงพ่อพิน ได้เป็นเจ้าอธิการ และอุปัชฌาย์ในเวลาต่อมา หลักฐานอีกอย่างหนึ่งคือ บาญชีพระสงฆ์เล่ม๑ วัดบางหัวเสือ ที่ได้คัดลอกในสมัยหลวงพ่ออยู่ โดยพระอาจารย์ คำ ได้บันทึกไว้ว่าได้อุปสมบทหลวงพ่อ พิน โดยมี

 ท่านช้างวัดโปรดเกษเชฎฐาราม เป็น พระอุปัชฌาย์จารย์

 หลวงปู่จีน วัดท่าลาดเหนือ(ฉะเชิงเทรา) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ 

 หลวงปู่บัว วัดบางสีสะเสือ(วัดบางหัวเสือ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

  จึงสันนิษฐานว่าหลวงพ่อบัว อ่อนพรรษากว่า หลวงปู่จีน จึงได้ลงไว้เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องเกิด และ บวช หลังหลวงปู่จีน ซึ่งหลวงปู่จีนท่านได้มีประวัติว่า หลวงปู่จีนท่านเกิดในราวปี พ.ศ.๒๓๕๗ และมรณะภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ อายุราว ๘๓ ปี

   อ้างอิงจากบทความในหนังสือ พระปิดตานั่งยองเมืองปากน้ำ โดย เก่ง ศ.ตระกลู 

 "เมื่อพระอธิการอ้น เจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่บัวถึงกาลมรณภาพ หลวงพ่อพินได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ของวัดบางหัวเสือ"และ ประวัติหลวงพ่อเที่ยงในตอนที่กล่าวว่า "เมื่อหลวงพ่อเที่ยงบวชได้พรรษา ๓ หลวงปู่บัวท่านก็ถึงกาลมรณภาพ ราว ปี พ.ศ. ๒๔๓๕ "

   สันนิษฐานว่า หลวงพ่อ บัวเกิด ปีพ.ศ.๒๓๕๘ มรณะราวปี พ.ศ.๒๔๓๕ นับจาก พ.ศ.เกิดท่านจะบวชราวปี  ๒๓๗๘ และตามกฎแต่งตั้งเจ้าอาวาส ท่านต้องมีพรรษา๑๐ จึงเป็นเจ้าอาวาสและอุปัชฌาย์ได้ จึงเป็นไปได้ว่าท่านเดินทางมาเป็นเจ้าอาวาสในราวปีพ.ศ. ๒๓๘๘ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับช่าวงที่หลวงปู่จีนได้เป็นเจ้าอธิการวัดลาดเหนือในราวปี พ.ศ.๒๓๙๗ และได้ติดต่อกันอยู่จนได้มาร่วมกัน อุปสมบทให้หลวงพ่อ พิน ที่วัดโปรดเกษเชฎฐาราม ในปี พ.ศ.๒๓๘๓ ซึ่งในปีนั้นหลวงพ่อบัว และ หลวงปู่จีน ยังไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์จึงไม่ได้บวชให้เอง สิริรวมอายุหลวงพ่อบัวตามประวัติ ท่านมีอายุในช่วงปี พ.ศ. ๒๓๕๘-๒๔๓๕ ท่านจึงมีอายุอยุ่ในราว ๗๗ ปี.

   เอกลัษณ์ที่โดดเด่น  หลวงพ่อบัว ท่านมีรูปหล่อลงรักปิดทองอยู่แต่เดิมมานานแล้วแต่ถ้าได้สัมผัส หรือ ลูบทองออกจากองค์ท่านจะเห็นลอดลาย จีวรลายดอกพิกุล 

 เรียงอยู่อย่างสวยงาม พร้อมทั้งประคตเอว ท่านก็เป็นลวดลายเช่นกัน ซึ่งจีวรแบบปราณีเช่นนี้ใช้กันใน วังหลวง หรือ วัดหลวง อย่างแพร่หลายในต้นรัชกาล อย่างเช่น

  เล่าเรื่อง"จีวรลายดอกพิกุล" 

ในภาพคือ พระวินัยกิจการีเถร(ปั้น พรฺหมฺสโร) เจ้าอาวาสวัดรัชฎาธิษฐานวรวิหาร ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ครองจีวรดอกพิกุล...

สำหรับความเป็นมาของจีวรลายดอกพิกุลนั้น ช่างต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ได้ทำเลียนแบบผ้าฝรั่งทอเป็นดอกเล็กๆลายๆคล้ายดอกพิกุล ชาวบ้านจึงเห็นเป็นของแปลก ประณีต มีราคาสูงค่า ต่อมาผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงได้ตัดย้อมเป็นจีวรถวายพระเถระ ซึ่งจีวรลายดอกพิกุลนี้ สมเด็จพระสังฆราชสุก(ร.๑-ร.๔) พระองค์ท่านก็เคยใช้ เสียด้ายจีวรผืนนั้นได้ตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยผู้เขียนเลยไม่นำมาลงในตอนนี้ สำหรับผ้าลายดอกพิกุลนั้น ถ้าถามว่าผิดวินัยใหม ตอบว่า"ไม่ผิดครับ" แต่ถ้าเป็นดอกทองกวาว ถึงจะผิด..?

   แต่นั่น ก็เป็นเพียง"เรื่องเล่า"กันมาเท่านั้น

แต่ก็ยังหาได้เคยพบพาน"ผ้าลายดอก"ของจริง ซึ่งเป็นปฐมกำเนิดของ"จีวรดอก"แต่อย่างไรเลย

จนกระทั่ง เมื่อครั้งที่ได้รับมอบ"ชายจีวร" ของ"สมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน วัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร"ซึ่งเป็นพระบรมราชอุปัชฌายาจารย์แห่งรัชกาลที่  ๑- รัชกาลที่ ๔  และเจ้านายชั้นสูงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ "พุทธวงศ์"จึงได้แจ้งใจสิ้นเชิงทุกประการ.......

   จากบันทึกประวัติศาสตร์ข้างต้นเป็นหลักฐานสำคัญ ว่าทางมาจากวัดหลวง หรืออาจเป็นผู้ที่มียศฐานบรรดาศักดิ์ในพระนคร จึงได้รับผ้าจีวรลายดอกพิกุลนี้ติดตัวมาจนได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางหัวเสือ ถือเป็นมงคลยิ่งที่ ได้เห็น ได้สัมผัส ได้รับรู้ ได้พบผู้มีบุญญาธิการ เป็นองค์ปฐมเจ้าอธิการ ในอาวาสวัดบางหัวเสือ.

 วัตถุมงคล ท่านได้สร้างพระปิดตา มหาอุตย์ไว้มากมายหลายรุ่นและถ่ายทอด วิชาพุทธคมต่างๆให้แก่ หลวงพ่อพิน ศิษย์เอก และ หลวงพ่ออยู่ หลวงพ่อเที่ยง ตามลำดับ


  • 2หลวงพ่ออ้น.jpg
    เจ้าอาวาสรูปที่ ๒ หลวงพ่อ อ้น มีเพียงรูปหล่อเจ้าอาวาสเท่านั้นที่เหลืออยู่จึงไม่ทราบประวัติแน่ชัดเนื่องจากไม่ได้มีการบันทึกเป็นตัวอักษรในสมัยก่อน จึงสันนิษฐานจากรูปปั้นเหล็กหล่อเจ้า...

  • 3หลวงพ่อพิน.jpg
    หลวงพ่อพิน (เกิดใน ร.๓-ร.๕)ท่านเกิด วันอังคาร เดือนพฤษภาคม ปีชวด พ.ศ.๒๓๘๓บุตร นาย รอด อำแดง เผื่อน รอดสังข์ท่านอุปสมทบเมื่อ ปี ระกา วัน แรมวันที่ ๑๔ ค่ำ วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๔๐๔ โดยมี...

  • 5หลวงพ่ออยู่.jpg
    เจ้าอาวาสรูปที่ ๔ (เกิดใน ร.๔-ร.๙)หลวงพ่ออยู่ ธัมมเตโช หรือ พระครูวิบูลสิกขกิจ เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมรุ่นเก่าอีกรูปหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคตะวันออกชาติภูมิเกิดเ...

  • หลวงพ่อนพ.jpg
    เจ้าอาวาสรูปที่ ๕ (เกิดใน ร.๖-ร.๙)พระครู พิพัฒนสมุทรคุณ หรือ หลวงพ่อนพ ปณีโต ท่านเกิด ปีระกา วันอาทิตย์วันที่ ๘ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นบุตร นาย เฮ็ง แซ่เจ่ง นางหนู ไก่เผือกเม...

  • หลวงพ่อ.jpg
    เจ้าอาวาสรูปที่ ๖ (เกิดใน ร.๘-ปัจจุบัน)ชื่อเดิม นาย จำลอง สุดรัตน์ บิดาชื่อนาย สมบุญ สุดรัตน์ มารดาชื่อ นางผิว สุดรัตน์ บ้านเลขที่ ๔๕ หมู่ ๘ ตำบล บางหัวเสือ อำเภอ พระประแดง จังหวั...

  • 6หลวงพ่อเที่ยง-กีสนาคะ.jpg
    หลวงพ่อเที่ยง วัดบางหัวเสือ ท่านเกิดเมื่อปีมะโรง วันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๑๐(๑๑)ที่บ้านบางฝ้าย ต.บางหัวเสือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการเป็ยนบุตร นายคล้าย อำแดงมอญ ซึ่...

ที่มาจีวรดอกพิกุล คลิก